ดีใจจัง วันนี้ได้หยุดโรงเรียนอีกวันหนึ่งแต่ก็อย่าลืมทำการบ้านนะเพื่อนๆ ถ้าทำการบ้านเสร็จแล้วก็ไปทำบุญหน่อยก็ได้ เราไปมาแล้วคนเยอะมากๆ ที่วัดใกล้ๆบ้าน อย่าเที่ยวจนเพลินนะพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียน
วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2553
กาลเวลามักผ่านไปเร็วเสมอเพียงข้ามคืนวันนี้ก็เป็นวันอาทิตย์แล้ว วันนี้ตื่นสายไปหน่อยเพราะดูทีวีจนดึกไปหน่อย ตื่นมาก็ซักผ้าเพื่อจะได้รีดตอนบ่าย วันนี้ดูทีวีเกือบครึ่งวันเพราะติดซีรีย์ตอนเช้าทางช่อง7 ตอนเย็นก็หุงข้าวทำกับข้าวให้พ่อกับแม่เพราะเสาร์–อาทิตย์ แม่กับพ่อจะไปไร่จนกลับเย็น เพื่อนๆก็หัดหุงข้าวทำกับข้าวให้พ่อกับแม่กินบ้างนะ
วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ 23 ตุลาคม พ.ศ.2553
ก่อนอื่นขอกล่าวคำว่าสวัสดีกับทุกๆคนก่อน เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการเปิดเรียน 1 สัปดาห์เต็ม สำหรับดิฉันคิดว่าก็เป็นการเปิดเทอมมาเรียน 1 สัปดาห์เต็ม ก็ดีทำให้เจอกับเพื่อนๆทุกวัน แต่ก็มีการบ้านให้ทำทุกวันเช่นกัน วันนี้วันศุกร์แล้วทุกคนคงตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้ เพราะจะได้หยุดไปถึงวันจันทร์ ขอให้เพื่อนๆโชคดีรักษาตัวด้วย เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553
ชีวิตของฉันในวันจันทร์ที่ 6 กันยายนพ.ศ.2553
วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของการเรียนนั้นคือวันจันทร์นั้นเอง
ฉันรู้สึกปวดหัว คงอาจจะเป็นหวัด แต่ฉันก็ต้องไปโรงเรียนเพราะใกล้สอบแล้ว
วันนี้คาบแรกฉันเรียนเคมี คุณครูบอกคะแนนด้วย ผลออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ
พอตอนบ่ายฉันต้องอ่านหนังสือเพราะต้องสอบชีวศึกษา
แต่ก็ไม่ได้สอบ เพราะคุณครูบอกว่าข้อสอบยังไม่เสร็จ
พอคาบภาษาอังกฤษพื้นฐานคุณครูก็บอกคะแนนเช่นกัน
แต่คะแนนในครั้งนี้นั้น ก็ผ่านมาอย่างหวุดหวิด
สุดท้ายนี้ฉันก็อยากบอกเพื่อนๆให้เริ่มอ่านหนังสือได้แล้วนะค่ะ
เพราะเรียนอีกอาทิตย์เดียวก็จะสอบแล้วนค่ะ
ฉันรู้สึกปวดหัว คงอาจจะเป็นหวัด แต่ฉันก็ต้องไปโรงเรียนเพราะใกล้สอบแล้ว
วันนี้คาบแรกฉันเรียนเคมี คุณครูบอกคะแนนด้วย ผลออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ
พอตอนบ่ายฉันต้องอ่านหนังสือเพราะต้องสอบชีวศึกษา
แต่ก็ไม่ได้สอบ เพราะคุณครูบอกว่าข้อสอบยังไม่เสร็จ
พอคาบภาษาอังกฤษพื้นฐานคุณครูก็บอกคะแนนเช่นกัน
แต่คะแนนในครั้งนี้นั้น ก็ผ่านมาอย่างหวุดหวิด
สุดท้ายนี้ฉันก็อยากบอกเพื่อนๆให้เริ่มอ่านหนังสือได้แล้วนะค่ะ
เพราะเรียนอีกอาทิตย์เดียวก็จะสอบแล้วนค่ะ
วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ยินดีต้อนรับ
ยินดีต้อนรับ
เพื่อนๆทุกคนจ้า นี่เป็น Blog ของเราเอง
เ้ข้ามาชมกันบ่อยน่ะจ่ะ
วันนี้มีบทความน่าสนใจมาให้อ่านกันจ่ะ
ความแตกต่างระหว่างชาวไทย กับ ชาวต่างชาติ
คนไทยทำอะไรต้องทำเป็นกลุ่ม VS คนต่างชาติทำอะไรเองคนเดียวได้
โอ๊ยยย อันนี้ขอเม้าท์ยาวๆ เลยค่ะ เห็นง่ายๆ เลย เช่น การไปกินข้าว การกลับบ้าน จะต้องรอกันไปเป็นกลุ่มๆ ถ้าเพื่อนยังทำงานไม่เสร็จ ก็รออยู่นั่นแหละ ถ้าเพื่อนยังไม่ไปกินข้าวก็จะขอนั่งรอต่อไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปกินพร้อมกัน เวลากลับบ้านก็ต้องรอเคลียร์งานเสร็จพร้อมกันถึงจะได้ฤกษ์กลับ เวลาจะไปห้องสมุดก็ต้องไปด้วยกันเป็นแก๊ง จะให้ไปคนเดียวเหรอ ไม่เอ๊าไม่เอา กลัวคนอื่นจะหาว่าไม่มีเพื่อนคบใช่มั้ยล่ะ แต่นิสัยแบบนี้ไม่ใช่นิสัยของฝรั่งเลยค่ะ เรามักจะเห็นเค้าทำอะไรคนเดียว กินข้าวก็กินคนเดียว กลับบ้านก็กลับคนเดียว อ่านหนังสือก็อ่านคนเดียว อย่าได้แคร์สื่อใดๆ เพราะเค้าเน้นความสะดวกรวดเร็วมากกว่าค่ะ
คนไทยทำอะไรแบบขัดๆ เขินๆ VS คนต่างชาติทำอะไรแบบสุด
เหวี่ยง
อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมบ้านเรายังไม่เน้นการเปิดเผยมากนัก
เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ต้องอยู่ในขอบเขต ถ้าทำอะไรที่เว่อร์
ไปก็มักจะโดนเม้าท์ว่า "แรง" ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การพูดคุย หรือ
อื่นๆ แต่ในเมืองนอกนั้น ใครอยากแต่งอะไรก็แต่งเลยค่ะอย่าได้แคร์
เช่น จะเสื้อสีแดง กางเกงสีชมพู รองเท้าสีส้ม ไม่มีใครเค้าสนใจหรือ
มองคุณหรอก แต่ในไทยนี่ คนมองตั้งแต่ยังไม่พ้นปากซอยแล้วล่ะ
555 ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเวลาที่สาวไทยไปเที่ยวเมืองนอก
แล้วจะแต่งตัวกันแรงๆ สุดเหวี่ยง ถุงน่องตาข่ายลายเสือดาว อารมณ์
ประมาณว่า อัดอั้นมานาน ฉันแต่งอย่างนี้ที่บ้านฉันไม่ได้ ขอแต่งที่
เมืองนอกละกันนะ
คนไทยไม่เคร่งกฏ VS คนต่างชาติเคร่งกฏมากกว่า
คนไทยจะเน้นความชิล ไม่เป็นไร ยังไงก็ได้ ผ่อนผันไปก่อน ... แต่คนต่างชาติส่วนมากกฏก็คือกฏ ต้องทำตามที่กำหนด ต้องตรงเวลา นอกจากนี้ยังรวมไปถึงพวกกฏหมายด้วยค่ะ เช่น กฏหมายที่เมืองนอกจะค่อนข้างแรงและศักดิ์สิทธิ์มาก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ส่วนกฏที่ไทยก็มีทั้งแรงบ้างอ่อนบ้าง กฏไหนที่แรงก็ผ่อนให้เบาลงได้ ดังนั้นความแรงและศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมายเมืองนอกจึงส่งผลกระทบไปยังชีวิตของ คนเลยค่ะ เช่น บางทีเราลืมของเอาไว้ หนึ่งชั่วโมงผ่านไปกลับไปดูที่เก่า ของมันก็ยังอยู่ที่เดิมน่ะแหละค่ะ (คนกลัวความผิด ไม่กล้าหยิบของของคนอื่น) แต่ที่ไทยนี่รับรอง หายทันทีภายใน 3 นาที = =" นอกจากนี้อย่างเรื่องง่ายๆ เช่น การข้ามถนนบนทางม้าลาย ถ้าเป็นเมืองนอกนี่ เค้าจะหยุดทันทีเพื่อให้คนข้าม แต่ของเมืองไทยนั้น ทางม้าลายบ้านเราไม่เคยศักดิ์สิทธิ์ค่ะ 5555
************************
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)